วิหารลักซอร์

posted on 22 Jul 2009 11:32 by zensuz

 

ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไลน์นั้นถือว่าเป็นดินแดนแห่งความตาย

ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานที่เรียกกันว่า หุบผากษัตริย์

และหุบผาราชินี  ชาวอียิปต์มีคติคงามเชื่อคล้ายกับชาวอินเดีย

ที่นิยมสร้างบ้านสร้างเมืองฝั่งตะวันออกของแม่น้ำคงคา

ส่วนฝั่งตะวันตกมองไม่เห็นสิ่งปลูกสร้างอะไรเลย

อิทธิพลของพระอาทิตย์มีผลต่อวิถีชีวิตของคนในลุ่มนำไลน์

ซึ่งจะเห็นได้ว่า "สุริยะเทพ" หรือ "เทพเจ้ารา"

ได้รับการยกย่องให้เป็นเทพสูงสุด

(ภาพเทพเจ้ารา หรือ สุริยะเทพ)

วันนี้เราจะเดินทางไปชมร่องรอยอารยธรรมไอยคุปต์กัน

ที่เมือง "ลักซอร์" ดินแดนแห่งนี้ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ที่น่าไปเยือนเป็นอย่างยิ่ง และเคยเป็นเมืองหลวง

ของอียิปต์ยุคอาณาจักรใหม่

ส่วนฝั่งตะวันตกของเมืองจะเป็นสุสานของฟาโรห์

ดินแดนมรณะหรือดินแดนแห่งความตาย

ซึ่งเป็นที่ตั้งของหุบผากษัตริย์และหุบผาราชินี

(แม่น้ำไนล์ไหลผ่านแบ่งเมืองเป็นฝั่งตะวันออกฝั่งตะวันตก) 

มาลักซอร์ทั้งที่ก็ต้องไปยังวิหารลักซอร์กันก่อน (อยู่ฝั่งตะวันออก)

วิหารลักซอร์สร้างโดย "ฟาโรห์อเมโนฟิสที่ 3"

ถึงปัจจุบันวิหารแห่งนี้คงมีอายุอานามราว 3,400 ปี

วิหารได้รับการปฏิสังขรณ์จากฟาโรห์หลายพระองค์

แต่ที่โดเด่นที่สุดก็ต้องยกให้ช่างฝีมือยุค "ฟาโรห์รามเสสที่ 2"

วิหารแห่งนี้เปรียบเหมือนที่พักผ่อนของสุริยะเทพ

หรือ อะมอนรา และครอบครัว คือ เทวีมัตและเทพคอนชู

(ภาพวิหารลักซอร์ด้านข้าง)

(หน้าวิหารลักซอร์ ถ่ายจากด้านข้าง)

(สฟิงซ์นอนเรียงรายอยู่ปากทางเข้าวิหาร)

(มหาวิหารรายล้อมไปด้วยบ้านเรือนทางฝั่งตะวันออกแม่น้ำไนล์

ภูเขาฝั่งตรงข้าม คือ หุบผากษัตริย์)


ประตูทางเข้าด้านหน้าวิหารมีเสาหินซึ่งเรียกว่า "เสาโอเบลิสก์"

เสาหินสูงราว 22.55 เมตร หนัก 227 ตัน

ว่ากันว่าบนเสามีทองคำหุ้มแต่คาดว่าถูกหัวขโมย

ลอกเอาทองไปหมดแล้วไปตั้งแต่ 600 ปีก่อนคริตกาล

ปัจจุบันเสาหินเหลือเพียง 1 ต้น

โดยอีกต้นนั้นตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส

หากพลิกหนังสือประวัติศาสตร์ก็จะพบว่า 

ในปี ค.ศ. 1831 มีการขนย้ายเสาหินไปยังฝรั่งเศส

เพื่อเป็นของขวัญแก่ชาวฝรั่งเศสในสมัย "โมฮาเหม็ดอาลีดาชา" 

และเดินทางถึงฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1833 ใช้เวลาเดินทางถึง 3 ปี

หลังจากนั้น 3 ปี ซึ่งตรงกับ 25 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1836

กษัตริย์ "ลูอิส ฟิลลิฟเป" ทรงให้นำเสาหินไปประดับ

ที่ "ปลาซเดอลาคองคอร์ด" กลางกรุงปารีส

ทั้งนี้ ในปี ค.ศ. 1846 ฝรั่งเศสได้ส่งนาฬิกาเป็นของแลกเปลี่ยน

ถัดมาตรงประตูทางเข้าสู่วิหารมีรูปสลักฟาโรห์รามเสสที่ 2

ประทับนั่งทั้งสองข้าง ภายในวิหารมีห้องบูชาเทพอะมอนรา

และครอบครัว  หากใครเคยไปเยือนวิหารแห่งนี้

แล้วมองไปทางซ้านมือเหนือวิหารก็ต้องพบกับมัสยิด

ตั้งโดดเด่นทับส่วนวิหารอยู่อย่างน่าฉงนสงสัย

เมื่อรู้เหตุผลก็ต้องร้องอ่อถึงบางอ้อว่า เมื่อก่อนนั้นบริเวณนี้

ถูกทิ้งร้างและดินทรายทับถมนานนับหลายศตวรรษ

ผู้คนไม่ได้ให้ความสำคัญ ชาวมุสลิมจึงเข้าไปอยู่อาศัย

หุงหาอาหารก่อไฟกันภายในห้องของวิหาร

ก่อให้เกิดเขม่าดำบนเพดานในวิหาร และมีการสร้างมัสยิด

ทับอยู่ข้างบนด้วยความไม่รู้ว่าข้างล่างคือพื้นที่ของวิหาร

ในปี ค.ศ. 1885 มีการเคลื่อนย้ายไล่คนออกไปแต่มัสยิดนั้น

ยังคงตั้งงามเด่นเป็นสง่าอยู่ก็ด้วยเหตุผลผลทางศาสนาที่ว่า

เมื่อสร้างมัสยิดที่ใดแล้วก็ไม่สามารถทำลาย ย้าย

หรือทำการอื่นได้อีก

 

จะเห็นได้ว่าลักษณะวิหารของอียิปต์โบราณ

จะมีการวางผังคล้ายกันเกือบทุกที่ นั่นคือ มีห้องบูชาเทพเจ้า

เพื่อทำพิธีหรือที่ประทับของเทพเจ้าจะอยู่ด้านในสุด

ที่วิหารลักซอร์ก็เหมือนกัน

 

(ภาพจำลองวิหารในรูปแบบสมบูรณ์ ส่วนด้านหน้า) 

 

edit @ 22 Jul 2009 15:10:17 by zensuz

edit @ 22 Jul 2009 15:14:37 by zensuz

edit @ 22 Jul 2009 15:19:39 by zensuz

edit @ 22 Jul 2009 15:22:45 by zensuz

edit @ 23 Jul 2009 13:23:27 by zensuz

Comment

Comment:

Tweet