เมืองอัสวานมีชื่อเสียงในด้านเหมืองหินแกรนิตสีชมพู

ซึ่งนำไปสร้างเป็น "เสาหินโอบิลิสก์" ที่ใหญ่โตโอ่อ่า

(ภาพตัวอย่างเสาหินโอบิลิสก์)

อัสวานยังเป็นเมืองพักตากอากาศในฤดูหนาว

ของคนกรีก-โรมันสมัยก่อน และเป็นเมืองชมวิว

ทิวทัศน์สายวารีแห่งแม่น้ำไนล์ที่สวยงาม

เนื่องจากมีเกาะแก่งน้อยใหญ่แต่งแต้มสายน้ำ

ตัวอย่างเช่น "เกาะเอเลแฟนไทน์" หรือเกาะช้าง

นั้นเอง (แปลตามภาษาอังกฤษอะนะ) ซึ่งรูปร่างของ

เกาะมีลักษณะคล้ายเท้าช้าง และเป็นเกาะที่ใหญ่

ที่สุดในแม่น้ำไนล์ มีความยาวประมาณ 1,500 เมตร

อัสวานยังเป็นเมืองศูนย์การค้าชายแดนใต้ที่สำคัญ

และเป็นเมืองหน้าด่านสู่แอฟริกาทางตอนใต้

 

ในยามเย็นหากล่องเรือ "เฟลุกกา" กินลมชมวิว

ก็อาจจะเรียกน้ำย่อยในมื้อค่ำยามตะวันตกดิน

ได้เป็นอย่างดี ("เฟลุกกา" เป็นเรือใบขนาดใหญ่

สำหรับท่องเที่ยว ไม่มีเครื่องยนตร์ กัปตันเรือต้อง

บังคับเรือไปตามทิศทางลม โดยสมัยก่อนใช้ขนส่ง

สินค้า ซึ่งปัจจุบันนี้ "เฟลุกกา" ได้รับความนิยม

ในการร่องเรือชมวิวทัวทัศน์จากนักท่องเที่ยว)

 

เรือเฟลุกกา

หากข้ามไปอีกฝั่งของเมืองอัสวานก็จะเป็นทะเลทราย

แน่นอนครับต้องใช้เจ้าอูฐขนตางอนเป็นพาหนะ

อูฐเป็นสัตว์สำคัญทางเศรษฐกิจในการขนส่งสินค้า

เป็นกองคาราวานข้ามทะเลทราย แรกเริ่มเดิมทีนั้น

ชาวเปอร์เซียเป็นผู้นำอูฐเข้ามาใช้งานในอียิปต์

ทว่าในสมัยฟาโรห์นั้นไม่ได้ใช้อูฐเป็นพาหนะ

โดยเพิ่งมานิยมในช่วง 600 ปีก่อนคริสตกาลเท่านั้น

เมื่อมีการสร้างทางรถไฟทางตอนใต้ของอียิปต์

และซูดาน ความนิยมใช้อูฐขนส่งสินค้าจึงลดลง

เมืองอัสวานมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักจากผู้คน

เพิ่มมากขึ้น เมื่อครั้งสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำไนล์

ในสมัยประธานาธิบดี "นัสเซอร์" เขื่ออัสวานสร้างขึ้น

เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

และรองรับการเกษตรกรรม เมื่อ 30 กว่าปีก่อน

เขื่อนอัสวานเคยเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาแล้ว

เมื่อร้อยปีก่อนในสมัยที่อังกฤษปกครองอียิปต์

ก็มีการสร้างเขื่อนมาก่อนแล้ว แต่ไม่สามารถป้องกัน

น้ำท่วมได้ เขื่อนอัสวานแห่งใหม่จึงสร้างขึ้นทดแทน

เขื่อนอัสวานเป็นการผสานความร่วมมือปรองดองกัน

ของสองประเทศ คือ อียิปต์กับสหภาพโซเวียด

แต่ปัจจุบันนั้น คู่พันธมิตรกลับกลายเป็นสหรัฐอเมริกา

จึงเป็นที่มาของขบวนการสร้างความแตกแยก

โดยกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่เป็นปรปักกับสหรัฐ

ได้วางระเบิดและรอบยิงนักท่องเที่ยว

เพื่อต่อต้านรัฐบาลอียิปต์ที่เข้าหาสหรัฐอเมริกา

(ภาพเขื่อนอัสวาน)

(วิหารฟิเลตอนจมใต้น้ำ)

วิหารฟิเลตอนอยู่บนเกาะแห่งใหม่

การสร้างเขื่อนขนาดยักษ์นั้นส่งผลให้อาณาจักรเก่าแก่

ของชาวนูเบียจมอยู่ใต้ทะเลสาบนัสเซอร์

ชาวนูเบียนับแสนคนต้องอพยบออกจากพื้นที่

ซึ่งตั้งรกรากมาเมื่อ 5,000 ปีก่อน ทั้งนี้ เขื่อน

ยังส่งผลต่อโบราณสถานอีก 23 แห่งในดินแดนนี้

สถาปัตยกรรมของชาวนูเบียในอดีตอยู่ในภาวะวิกฤต

จนยูเนสโก้ได้ช่วยเหลือเพื่อขนย้ายเทวสถาน

ก่อนที่จะจมน้ำแต่สามารถโยกย้ายได้ 14 แห่ง

ที่เหลือต้องจมอยู่ใต้บาดาร และวิหารที่รอดพ้น

จากเขื่อน คือ "วิหารฟิเล" และ "อาบูซิมเบล"

ดินแดนของชาวนูเบียเป็นอาณาจักรเก่าแก่โบราณ

ร่วมสมัยกับชาวอียิปต์  วิหารฟิเลเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์

ตามความเชื่อของชาวอียิปต์มาตั้งแต่โบราณกาล

สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีไอซิส ชายาของเทพโอซิริส

และเป็นมารดาของเทพฮอรัส เทพีไอซิสได้รับ

การยกย่องว่าเป็นเทพีแห่งความรัก เทพแห่งมารดา

และเทพแห่งเวทย์มนตร์ หลังสร้างเขื่อนอัสวาน

แห่งใหม่ เกาะฟิเลก็จมอยู่ใต้ทะเลสาบนัสเซอร์

ยูเนสโก้ได้ให้ความช่วยเหลือในการย้ายวิหารใต้น้ำ

ให้กลับมาสง่างามเหมือนเดิม โดยการสร้างทำนบ

ล้อมเกาะเอาไว้ สูบน้ำออก และย้ายหิน

ราว 40,000 ก้อน มาต่อเป็นวิหารขึ้นอีกครั้ง

ที่เกาะอากิลคีย์ ซึ่งตกแต่งให้เหมือนเดิมมากที่สุด

 

 

 

 

edit @ 21 Dec 2009 11:21:43 by zensuz

Comment

Comment:

Tweet

#9 By (202.143.141.146) on 2010-08-18 11:48

สุดยอด^o^surprised smile

#8 By Lkphokpp05 (202.143.141.146) on 2010-08-18 11:46

KUYKUYKUYKUY

#7 By (202.143.141.146) on 2010-08-18 11:45

คนหล่อมาเเล้วจ้า

#6 By pinpong (202.143.141.146) on 2010-08-18 11:44

KKUY/009^ cry wink question^_^
>_< ToT ^0^ P&B

#5 By ? (202.143.141.146) on 2010-08-18 11:43

อ่านthe39 cluues ตอนความลับสุสานฟาโรห์ น่ะค่ะ เลยอยากรู้ ขอขอบคุณ คนให้ข้อมูลม่กค่ะ อยากเห็นภาพวิหารที่จมอยู่ใต้น้ำ
ด้วยน่ะค่ะ

#4 By ชนนิกานต์ (115.67.200.120) on 2010-04-27 20:14

- -

ยากได้ ขอมูลวิหารฟิเล่ อ่ะ

#3 By Preeling_OTD (110.164.230.43) on 2010-03-12 09:42

สวยเนอะ น่าอยู่ดี
ยินดีที่ได้รู้จักจ๊ะ......

#2 By นู๋ต่าย on 2009-12-22 14:42

สวยเนอะ น่าอยู่ดี
ยินดีที่ได้รู้จักจ๊ะ......

#1 By นู๋ต่าย on 2009-12-22 14:42